MAIN MENU

 

คณะผู้จัดทำ

 




 
 

การเก็บรักษาและการใช้ผ้าไทยอย่างถูกวิธี : โดย นายสุจริต บัวพิมพ์
           เมืองไทยจัดอยู่ในภูมิภาคเขตร้อนชื้น มี ๓ ฤดู คือ ฤดูฝน ฤดูหนาว และฤดูร้อน อาชีพในอดีตของคนไทยคือ การประกอบอาชีพเกษตรกรรม ทำนา ทำไร่ ทำสวน และเลี้ยงสัตว์ ว่างจากฤดูการทำไร่ ทำนา หญิงไทยก็จะทอผ้าหรือเย็บปักถักร้อย ตามแต่ละภูมิภาค ส่วนชายไทยก็อาจทำงานอื่น ๆ เช่น ตีเหล็กเพื่อทำมีด ขวาน จอบ เสียม จนมีคำกล่าวคล้องจองกันว่า “หญิงทอผ้า ชายตีเหล็ก"
           การทอผ้าไม่ได้ทำกันในทุกภูมิภาค ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการสืบเชื้อสาย และวัตถุดิบที่มีในท้องถิ่น เช่น ในภาคเหนือหรือภาคอีสาน ต้นหม่อนเจริญงอกงามดี ก็จะมีการเลี้ยงไหม ปลูกฝ้าย ซึ่งเป็นวัตถุดิบในการทอผ้าไหมหรือผ้าฝ้ายและมีการสืบเชื้อสายในการทอผ้าจากญาติพี่น้องชาวลาว ซึ่งมีดินแดนติดต่อกันอยู่ ส่วนการที่ใครถนัดที่จะทอไหม ทอฝ้าย ใครถนัดที่จะมัดหมี่ น้ำไหล ขิด หรือจกก็ขึ้นอยู่กับการสืบทอดต่าง ๆ กันจาก พ่อ แม่ ปู่ ย่า ตา ยาย ที่สืบเชื้อสายอันเป็นมรดกทางภูมิปัญญา
           ในภาคใต้ ก็มีบางจังหวัดที่มีการทอผ้า เช่น เกาะยอ จังหวัดสงขลา หรือผ้าไหมที่อำเภอพุมเรียง จังหวัดสุราษฎร์ธานี ที่สืบเชื้อสายโดยชาวไทยอิสลามที่ยังคงยึดเป็นอาชีพปัจจุบันนี้


           ส่วนภาคกลางเป็นภาคที่ประชาชนเป็นผู้บริโภคสิ่งทอดังกล่าวคือ ไม่นิยมทอผ้าใช้เอง แต่จะซื้อจากภูมิภาคอื่น ๆ ทั้งนี้เพราะภาคกลาง ภูมิประเทศเหมาะกับการเพาะปลูก เช่น ทำนา ทำไร่ ทำสวน ชาวภาคกลางจึงประกอบอาชีพด้านการเกษตรและใช้สินค้าเกษตร แลกเปลี่ยนเสื้อผ้ากับภูมิภาคอื่น แต่จะเห็นว่า บางจังหวัดในภาคกลางมีการทอผ้าเช่นกัน เช่น จังหวัดราชบุรี จังหวัดเพชรบุรี จังหวัดอุทัยธานี และจังหวัดลพบุรี เมื่อสืบประวัติและเชื้อสายแล้ว ปรากฏว่าเป็นผู้อพยพมาจากประเทศเพื่อนบ้าน เช่น ลาว ลาวพวน ไทยลื้อ ไทยทรงดำ เป็นต้น
           ลวดลายของผ้าไทยในแต่ละภูมิภาคจะแสดงความเป็นเอกลักษณ์ แม้กระทั่งสีก็เช่นเดียวกัน ดั่งเดิมสีที่ใช้ย้อมไหมหรือฝ้าย จะใช้วัสดุธรรมชาติ เช่น เปลือกไม้ รากไม้ ใบไม้ ลูกผลไม้ ฯลฯ ตามความนิยมของท้องถิ่น และสีที่ต้องการ

           การดูแลรักษาและการใช้ผ้าไทย จึงเป็นไปอย่างค่อนข้างพิถีพิถัน ซึ่งบางคนกล่าวว่าดูแลยาก ใช้ยาก รีดยาก ซึ่งในความเป็นจริงไม่ได้เป็นอย่างที่กล่าว ถ้าหากรู้เคล็ดลับของการใช้ และคำกล่าวนั้นคงเกิดจากการเปรียบเทียบกับผ้าของต่างประเทศที่ซักแล้วแทบไม่ต้องรีด สีสดใส ดูดีมีราคา ก็เป็นค่านิยมที่กลายมาเป็นเครื่องวัดความมีฐานะ และมองผ้าไทยด้อยคุณค่าไป
ที่กล่าวถึงลักษณะของผ้าไทยมาตอนต้น เพื่อให้มองเห็นว่า เราผลิตเองใช้เอง และใยฝ้ายซับเหงื่อได้ดีในเมืองร้อน เช่นเมืองไทยเรา สีก็ใช้สีจากธรรมชาติไม่ใช้สีวิทยาศาสตร์ ไม่ใช้ใยสังเคราะห์ การดูแลรักษาจึงต้องรู้วิธีการพอสมควร





การใช้ผ้าฝ้าย

           ในเบื้องต้นเมื่อซื้อผ้าฝ้ายมาใช้ ก่อนที่จะนำไปตัดจะต้องแช่น้ำสะอาดเสียก่อน (ในกรณีที่ใช้สีธรรมชาติย้อม Earth Tone) ไม่ต้องใส่ผงซักฟอกชนิดใด ๆ เลย แช่ให้น้ำท่วมผืนผ้า ใส่เกลือลงไปประมาณ ๑ ช้อนแกง เพราะเดิมผ้าที่ย้อมจะมีความเป็นด่างอยู่ในตัว จะทำให้สีตกน้อยและผ้าไม่กระด้าง แช่ผ้าทิ้งไว้อย่างน้อย ๑ คืน และเทน้ำทิ้ง จากนั้นก็แช่ด้วยน้ำสะอาดอีกครั้งหนึ่งสักครึ่งชั่วโมงก็ส่ายน้ำให้สีจาง ไม่ต้องบิด ใช้รวบตามทางยาวของผืนผ้าแล้วบีบให้น้ำตก สะบัดเบา ๆ ให้สะเด็ดน้ำ แล้วตากบนราวผ้า จับผ้าให้ตึงทั้ง ๔ มุม ห้ามตากให้โดนแสงแดดโดยตรง หามุมที่มีลมโกรกและกลับเอาด้านในของผ้าออก เมื่อผ้าแห้งดีแล้ว ลองดมดูถ้ามีกลิ่นอับ แสดงว่าซักน้ำไม่สะอาด (หากมีเครื่องอบก็จะหมดปัญหา) ก่อนจะนำไปตัดเย็บ ก็ต้องรีดให้เรียบเสียก่อน โดยใช้น้ำพรมให้ทั่วใช้กระบอกพรมน้ำเป็นฝอยจะทั่วดี) ม้วนผ้าไว้ก่อนให้น้ำซึมทั่วผืน (อย่าให้ชุ่มเกินไป) ทิ้งไว้ราว ๑๐ – ๒๐ นาที จึงรีด
เวลารีดผ้าฝ้ายให้รีดทางด้านในด้วยไฟแรง สังเกตจากปุ่มเตารีดเขียนว่า HOT หรือ COTTON รีดไปตามลายเส้นผ้า จนเรียบทั้งผืนจึงนำไปตัดเย็บ ผ้าฝ้ายไทยไม่จำเป็นต้องใช้น้ำยาเคมีฉีดเวลารีดจะทำให้ผ้ากระด้าง หรือด่างเป็นจุด ๆ
           เมื่อตัดเย็บ ช่างจะทราบดีว่า ปก ปลายแขน ขอบกระเป๋า ฝากระเป๋า จะต้องใช้ผ้าซับในป้องกันการย่น ตะเข็บที่เย็บจะไม่ใช้ตะเข็บถี่ ๆ ซึ่งจะทำให้ผ้าย่นได้ง่าย
           เมื่อนำมาสวมใส่ก็ปฏิบัติเช่นเดียวกับตอนซัก ก่อนจะนำไปตัดเย็บ ทุกขั้นตอน แต่เว้นการใส่เกลือแกงไม่ต้องใส่ หากจะใช้ผงซักฟอกในกรณีที่รอยคราบที่ปก หรือปลายแขน ก็ใช้ยาสระผมชนิดอ่อนของเด็ก ๆ ผสมและขยี้เบา ๆ หลีกเลี่ยงการใช้น้ำยาซักประเภทกัดสี หรือผงซักฟอกที่โฆษณาว่าซักผ้าได้ขาว จะมีผงเคมีกัดสีมาก การใช้แปรงถูตามปกไม่ควรใช้โดยเด็ดขาด จะทำให้เนื้อผ้ายุ่ยได้ง่าย
           ข้อสังเกตที่ควรคำนึง การใช้ผ้าฝ้ายไทยตัดเย็บเสื้อผ้า ไม่ควรใช้แบบที่มีปก ควรเป็นแบบคอวี คอกลม คอเหลี่ยม มน เพราะถ้ามีปกตรงรอยพับจะด่าง และเป็นคราบเหงื่อสีจะซีดเร็ว เพราะเหงื่อเค็มจะกัดสี แบบควรเป็นแบบเรียบ ๆ เข้ารูป แยกแบบ ไม่ควรมีจีบ หรือระบายอื่น ๆ





การใช้ผ้าไหมไทย

           การเลือกซื้อ ควรนึกถึงประโยชน์เสียก่อนว่าจะซื้อเอาไปตัดเสื้อหรือกระโปรงหรือตัดเป็นชุดสูท เพราะผ้าไหมมีข้อจำกัดและมีหลายชนิดให้เลือก เช่น มีชนิด ๑ เส้น ๒ เส้น ๓ เส้น ๔ เส้น หมายถึงเส้นไหมที่ใช้ทอจำนวนเส้นเท่าไร ถ้าเส้นมาก ๆ ก็จะหนา ราคาก็จะแพง แต่ต้องขึ้นอยู่กับว่าจะเอาไปตัดอะไร เช่น ตัดเป็นสูท ควรใช้ไหม ๔ เส้น เพราะจะมีน้ำหนักและดูเนียนตา เพิ่มซับในเข้าไปด้วย จะยิ่งเรียบสวย แต่ถ้าจะเอาไปทำผ้าพันคอก็ต้องไหมน้อยเส้น เพราะเวลาพันคอจะไม่กระด้าง ไม่แข็ง ดูไม่งาม
           แต่สำหรับคนรูปร่างผอมบางควรใช้ผ้าไหมตัดกระโปรงจีบรอบตัว จะทำให้ดูอ้วน แต่ถ้าคนร่างใหญ่ ๆ ไม่เหมาะ จะทำให้ดูอ้วนมากขึ้น ควรตัดเข้ารูป การใช้ผ้าไหมตัดเย็บไม่ควรติดระบายหรือตกแต่งให้มาก เพราะธรรมชาติของผ้าไหม มีความงาม ความแวววาวอยู่ในตัว ถ้าจะตกแต่งก็อย่าให้เปรอะ และควรดูสีให้เหมาะสมกับผิวตัวเอง เนื่องจากเวลาเราเลือกแสงเงาของผ้ากับเวลาตัดแล้ว คนอื่นมองสีจะต่างกัน (ไม่นิยมตัดกางเกงเพราะจะโปร่งตรงหัวเข่าเวลานั่ง)
           การนำผ้ามาตัดเย็บ ควรถามผู้ขายก่อนว่าไหมกี่เส้น และถามว่าอบมาหรือยัง (ส่วนใหญ่ไม่ค่อยอบไว้ให้) ผู้ซื้อก็จะต้องนำมาจ้างเขาอบ เพื่อให้ไหมอยู่ตัวไม่กระด้าง โดยอาจให้ผู้รับจ้างตัดนำไปอบให้ด้วยหรือไม่ก็ไปจ้างอบเอง (ไม่ควรทำเอง) ราคาค่าอบอยู่ในราวชิ้นละ ๖๐–๘๐ บาท บางแห่งคิดเป็นเมตร เป็นหลา ก็อยู่ในราคาใกล้เคียงกัน ผ้าไหมที่อบมาแล้วจะนิ่งทิ้งตัว เรียบไม่กระด้าง เวลาช่างนำไปตัดก็ง่าย
การใช้เสื้อผ้าไหม ถ้าคุณซักเอง (ไม่ได้จ้างซักแห้ง) ก็ให้ปฏิบัติตามขั้นตอนต่อไปนี้ คือ ใช้ยาสระผม (SHAMPOO) ชนิดอ่อนของเด็ก ผสมน้ำพอให้เป็นฟอง ตีให้ยาสระผมเข้ากับน้ำ (อย่าแช่ผ้าแล้วเทยาสระผมจะด่าง) แล้วแช่เสื้อผ้าไหมลงไป พยามยามใช้กะละมังใบเชื่อง ๆ เพื่อให้แช่เสื้อโดยไม่ยับยู่ยี่ทั้งตัว กดให้ผ้าจมน้ำเปียกให้ทั่วตัว ทิ้งไว้ราว ๓๐ – ๖๐ นาที จึงซัก อย่าใช้แปรงแข็ง ๆ ถูตามปก ตามตัว (ไม่แนะนำให้ตัดแบบมีปกนอกจากสูท) ถ้ามีรอยเปื้อนค่อย ๆ ขยี้ ป้องกันไม่ให้เนื้อเส้นใยไหมคลายตัว พอสะอาดดีและเทน้ำทิ้ง แช่น้ำสะอาดจนหมดฟอง ยกเสื้อตรงไหล่ แขวนไม้ชนิดใช้แขวนสูท แล้วรวบชายเสื้อบีบเบา ๆ ให้น้ำตก จากนั้นจัดเสื้อให้เข้ารูป ดึงรอยย่นตามซับในจนดูดี ปล่อยให้น้ำตกไปจนแห้ง อย่านำไปตากแดดโดยตรง ให้ลมโกรก ความร้อนของอากาศพัดผ่านแห้งไปเอง แต่ถ้าจะรีดก็ควรรีดตอนผ้าไหมหมาด ๆ จะได้ไม่ต้องพรมน้ำอีก (ไม่ควรซักด้วยเครื่องซักผ้าและไม่ควรอบด้วยเครื่องอบ)
           การรีดต้องใช้ไฟแรง เส้นใยไหมชอบไฟแรง ไม่จำเป็นต้องพรมด้วยน้ำยารีดผ้าเรียบ พรมด้วยน้ำสะอาด ใช้กระบอกฉีดเป็นฝอยจนทั่ว และไม่ชุ่มจนเกินไป น้ำยารีดผ้าเรียบจะทำให้ไหมกระด้างแข็ง เวลาใส่แล้วเหมือนหุ่น และผ้าไหมอาจด่างได้
           การใส่ผ้าไหมไปงาน ควรนั่งรถปรับอากาศเพราะเหงื่อจะไม่ออก ถ้านั่งรถร้อน ๆ ไปเหงื่อออกตรงคอ ตรงรักแร้ จะด่างดูน่าเกลียด งานที่ไปควรเป็นงานกลางคืนเพราะผ้าไหมจะเล่นไฟสวย
ก่อนออกจากบ้านไม่ควรใส่หรือฉีดน้ำหอมลงบนผ้าไหมโดยตรง สารเคมีในน้ำหอมจะทำให้ผ้าไหมด่าง เป็นจุด ๆ เวลาซักก็ไม่หาย ควรฉีดน้ำหอมกับเสื้อชั้นในหรือฉีดที่ซับใน หรือตรงที่หนุนบ่าด้านในหรือฉีดตามผิวของผู้แต่งก็ได้ ในกรณีที่ไปงานเลี้ยงระมัดระวังกาแฟ อาหารหกรด ผ้าไหมจะด่างไม่งามและถ้ากลับบ้านแล้วยังดูเรียบร้อยดีอยู่ ก็ใส่ไม้แขวนเสื้อผึ่งไว้ให้หมดกลิ่นตัว หมดความขึ้น อาจเอาไว้ใส่ครั้งต่อไปได้อีก ไม้แขวนควรเป็นไม้ที่ใช้แขวนเสื้อนอก เพราะจะทำให้บ่าไม่ลู่ เวลาใส่จะดูงามดี



(C) Copy Right 2008. All Rights Reserved.