บวชต้นไม้และบวชป่า

ชาวล้านนาได้รู้เห็น ได้สัมผัสความจริง และเข้าถึงปัญหาการเสียสมดุลในธรรมชาติแวดล้อม อย่างชัดแจ้งเป็นเวลาต่อเนื่อง
เพราะกระทบกระเทือนความเชื่อและอุดมการณ์ของสังคมประเพณี รวมทั้งกระทบกระเทือนการดำรงชีพและการทำมาหากิน ของเค้าอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน
โดยเฉพาะชาวชนบทซาบซึ้งดีว่า เขาได้อาศัยสายน้ำหล่อเลี้ยงไร่นาในถิ่นเกิดได้อาศัยต้นไม้ อาศัยป่าเป็นแหล่งกักเก็บความชุ่มชื้นและความอุดมสมบูรณ์
รวมทั้งได้ประสบความแห้งแล้งและความกันดารเมื่อยามขาดแคลนน้ำ พวกเขารู้ดีว่าการทำลายสมดุลแห่งธรรมชาติเกิดจากมนุษยืทั้งสิ้น
ทั้งที่เกิดจากพวกเขาเอง และจากผู้มีทรัพย์ มีอำนาจ มีความโลภ บ้านเมืองก็ช่วยปกปักรักษาสิ่งแวดล้อมไม่ค่อยได้ชาวบ้านและรัฐก็คิดคนละอย่าง
ความขัดแย้งจึงมีมาก และนานเข้าก็ทวีความรุนแรงขึ้นทุกที





ในปี พ.ศ. 2523 เกิดกระแสการรับรู้และให้ความสำคัญเรื่อง "ป่าชุมชน" จึงนำเข้ามาปรับประยุกต์กับวานที่ทำอยู่แต่เดิมได้ดำเนินการ "บวชป่า"
และถวายทานผ้าป่าต้นไม้" เป็นครั้งแรกในจังหวัดน่านปรับปรุงกฎระเบียบต่าง ๆ ของป่าสงวนหมู่บ้าน
และมอบหมายให้กรรมการหมู่บ้านดูแลพร้อมประกาศชื่อป่าสงวนของหมู่บ้านเป็น "ป่าชุมชนบ้านกิ่วม่วง"
มาจนถึงปัจจุบัน สร้างกระแสรักป่า จนผลที่เห็นได้ชัดเจนก็คือ ในหมู่บ้านมีน้ำกินน้ำใช้พอเพียง หน่อไม่ ผักหวาน อาหารป่าที่มีให้เก็บกินอย่างอุดมสมบูรณ์
พระครูพิทักษ์นันทคุณได้ใช้กุศโลบายโดยใช้พิธีบวชป่า ซึ่งประยุกต์มากจากการบวชคนมาใช้บวชต้นไม้ "บวช" แปลว่า เว้นชั่ว
บวชคน เพื่อให้คนที่บวชเว้นการทำชั่วทำบาปทั้งปวง บวชป่า เพื่อให้คนเว้นการตัดไม้ทำลายป่า






ภายใต้การช่วยเหลือขององกรค์พัฒนาเอกชน (NGOs) สถาบันทางวิชาการและองค์กรในชุมชนผู้ซึ่งเชื่อว่าชุมชนท้องถิ่นมีศักยภาพของพวกเขาเอง
สำหรับการอนุรักษ์ป่า ภูมิปัญญาท้องถิ่นในการอนุรักษ์ป่าได้ถูกให้กำหนดขึ้นใหม่และส่งเสริมในระหว่างทศวรรษที่ผ่านมา
ยกตัวอย่างเช่น พิธีกรรมทางพุทธศาสนาเพื่อการคุ้มครองป่าก็อย่างเช่นพิธีกรรม " บวชป่า " ได้ถูกยอมรับเพื่อการสงวนรักษาพื้นที่ป่าช้า
ป่าพิธีกรรมและป่าต้นน้ำของท้องถิ่น (Darlington,1998) บทบาทของพระสงฆ์ทางพุทธศาสนาในการอนุรักษ์ป่าได้ตั้งอยู่บนฐานของประวัติศาสตร์ของพระพุทธเจ้า
ที่ทรงประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพานในป่า ในรูปแบบเดียวกันวัดหลายวัดทางพระพุทธศาสนาในประเทศไทยได้ตั้งตัววัดอยู่ในป่า
ดังนั้นบางกิจกรรมของพระในเชิงนิเวศน์วิทยาจึงแสดงบทบาทอันสำคัญในการอนุรักษ์ป่า
ไม่เฉพาะแต่พื้นที่บริเวณวัดเท่านั้นแต่ยังรวมถึงชุมชนรอบๆด้วย ( Chartsuman , et al ,1991; Prasopsuk , 1992 )


เมื่อแรกสุดนั้นการเคลื่อนไหวแห่งท้องถิ่นเพื่อการอนุรักษ์ป่าได้เกิดขึ้นในชุมชนบนพื้นที่สูงโดยเฉพาะในกลุ่มชนกะเหรี่ยงซึ่งเป็นพุทธศาสนิกชนเป็นส่วนใหญ่
และอาศัยอยู่ในป่า แทนที่จะมีความขัดแย้งกันระหว่างกะเหรี่ยงกับม้งอันเนื่องมาจากรูปแบบการเพาะปลูกที่แตกต่างกันของพวกเขา
แต่พวกเขาก็ได้สร้างเครือข่ายรอบๆป่าอนุรักษ์ในฐานะที่เป็นคนผู้ซึ่งอยู่เหนือต้นน้ำหรือ " คนต้นน้ำ " กลุ่มเครือข่ายต้นน้ำทั้งในระหว่างกลุ่มชนบนพื้นที่สูง
ที่แตกต่างกันด้วยกันเองและระหว่างคนพื้นที่สูงและคนพื้นล่างยังได้ถูกเชื่อมโยงกันและได้ทำงานร่วมกันเป็นอย่างดีในบางพื้นที่ องค์กรพัฒนาเอกชน (NGO)
หนึ่งซึ่งแสดงบทบาทอันสำคัญในการสร้างเครือข่ายต้นน้ำระหว่างคนบนพื้นที่สูงก็คือศูนย์การศึกษาและวัฒนธรรมชาวไทยภูเขา (Impect)
องค์กรพัฒนาทางภาคเหนือองค์กรนี้ได้แสดงบทบาทในทำนองเดียวกันระหว่างคนบนพื้นที่สูงและคนพื้นล่าง


หลังจากเครือข่ายต้นน้ำหลายเครือข่ายได้ถูกสร้างขึ้นทั้งในพื้นที่ลุ่มและพื้นที่สูง หนึ่งในกิจกรรมปกติที่ได้ประกอบขึ้นก็คือพิธีกรรม " บวชป่า "
เพราะว่าคนไทยส่วนใหญ่นั้นเป็นพุทธศาสนิกชนและศาสนาพุทธก็เป็นศาสนาประจำชาติ ด้วยกันกับการช่วยเหลือของกลุ่มคนหลาย
กลุ่มโครงการ " บวชต้นไม้ 50 ล้านต้นของป่าชุมชน " ได้ถูกริเริ่มขึ้นใน 8 จังหวัดทางภาคเหนือตอนบนของประเทศไทยขึ้นในปี1996
โครงการนี้ได้ดำเนินการเพื่อเฉลิมฉลองเนื่องในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงครองราชย์ครบ 50 พรรษา (Department of Environmental Quality Extension , 1996 )
ชุมชนม้งหลายชุมชนได้ร่วมมือด้วยกับโครงการนี้โดยรับแนวคิดพิธิกรรมการบวชป่ามาจากพุทธศาสนา อย่างไรก็ตามผู้ประกอบพิธีกรรมตามประเพณีของม้ง
นั้นได้เล็งเห็นว่าพิธีกรรมทางพุทธศาสนานี้ไม่ได้มีความหมายเหมือนกับพิธีกรรมในวัฒนธรรมเดิมของตนและเพื่อคนของพวกเขา




" เท่าที่ข้าพเจ้าได้สังเกตมา พิธีกรรม " ดงเซ้ง " ของเรานั้นสามารถคุ้มครองป่าได้มากกว่าพิธีกรรม " บวชป่า " ทางพุทธศาสนา
พิธีกรรมของพวกเขานั้นครอบคลุมแค่ต้นไม้ที่ได้นำผ้าเหลืองซึ่ง เป็นเครื่องแต่งกายของพระสงฆ์มามัดรอบเท่านั้นแต่พิธีกรรม
ของเรานั้นครอบคลุมทั่วพื้นที่ป่าทั้งหมดและยิ่งไปกว่านั้นพิธีกรรมได้สร้างจิตสำนึกให้คนในหมู่บ้านเราได้มากกว่าพิธีกรรมทางพุทธศาสนา
เพราะว่าเราเชื่อว่ามีเทวดาในท้องถิ่นนั้นๆ " ( Nplajthoj Xyooj, June 2 , 1998 )
ดังนั้นในที่สุดพวกเขาจึงได้หันกลับไปใช้พิธีกรรมตามประเพณีเดิมของพวกตน อันเกี่ยวด้วยการอนุรักษ์ป่าหรือทรัพยากรธรรมชาติ
ในปี 1997 ตัวแทนของชุมชนม้ง 20 ชุมชนในจังหวัดเชียงใหม่และกำแพงเพชรได้ก่อตั้ง " กลุ่มเครือข่ายสิ่งแวดล้อมม้ง
"เพื่อทำงานในการส่งเสริมสมาชิกของหมู่บ้านพวกเขาเพื่ออนุรักษ์ป่ารอบๆชุมชนของพวกเขา
และเพื่อส่งเสริมภูมิปัญญาในการอนุรักษ์ป่าของพวกตนให้กับคนภายนอก ในระหว่างหมู่บ้านเหล่านั้น
บ้านแม่สาใหม่ได้ถูกเลือกให้เป็นหมู่บ้านม้งหมู่บ้านแรกเพื่อเริ่มปฏิบัติพิธีกรรมเซ่นไหว้ดงเซ้งพิธีกรรมเซ่นไหว้ " ดงเซ้ง "
ตามประเพณีของม้ง ( Hmong Traditional " Ntoo Xeeb " Offering Ceremony )